Inspiration People ครูลูกกอล์ฟ สถาบัน Angkriz ตอนที่ 1

ใครที่เกิดยุค 90 คงจะพอคิดออกนะคะว่า สมัยก่อนนั้น สยามเซ็นเตอร์มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร นอกจากเป็นสถานที่ฮ็อตฮิตติดชาร์จของวัยรุ่น ที่จะไปนัดเจอกันตรงน้ำพุสยาม เดินผ่านร้านดีเจสยาม ซื้อชานมไข่มุกที่สมัยนั้นนับว่า สยามเป็นที่แรกที่เป็นต้นกำเนิดของชานมไข่มุก แก้วสูงๆ ราคาแก้วละเกือบร้อย เครปเย็นที่ต้องต่อแถวซื้อ และอีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยคือ สถาบันสอนพิเศษค่ะ #เก่งขึ้นCB

ต้องยอมรับเลยค่ะว่า สยามถือเป็นแหล่งรวมสถาบันกวดวิชาดังๆ ไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ครูลิลลี่ อาจารย์ปิง ซุปเค ฯลฯ ที่เด็กๆ ต่างสนใจมาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อที่จะได้สอบติดคณะที่ใช่ มหาวิทยาลัยที่ฝัน รวมไปถึงรอบๆ บริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ปัจจุบันได้เปิดโซนเพื่อนักศึกษาและนักเรียนที่ชื่อว่า U-Square และ ณ ที่นั่นเอง ก็เป็นที่ตั้งของสถาบันสอนภาษาอังกฤษชื่อดังของ ครูพี่ลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ที่มีชื่อว่า Angkriz ค่ะ

วันนี้ CrossboXs.com ได้รับเกียรติจากครูพี่ลูกกอล์ฟ ให้สัมภาษณ์ ใน Inspiration People of The Month ของเราค่ะ

 

ช่วยแนะนำตัวให้กับชาว CrossboXs.com ด้วยค่ะ

สวัสดี ชาว CrossboXs.com ค่ะ สวัสดีค่า พี่ลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ และผู้อำนวยการสถาบันภาษาอังกฤษ Angkriz ค่ะ ต๊าดา

 

ครั้งแรก ที่ได้ยินคำว่า “ภาษาอังกฤษ” นึกถึงอะไร?

นึกอะไรไม่ออกเพราะว่านานมาแล้ว ฮ่าๆ ถ้าเป็นตอนที่ได้ยินภาษาอังกฤษ ก็น่าจะยังเด็กมากๆ แล้ว แล้วก็ยัง งงๆ อยู่ เป็นเด็กที่เรียนหนังสือไม่เก่ง แล้วก็ไม่ค่อยได้นึกถึงอะไร

 

ข้ามไปตอนที่พี่ลูก ได้ไป AFS ที่ประเทศเยอรมัน นั่นเป็นครั้งแรกที่ไปต่างประเทศหรือเปล่าคะ?

นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้ไปต่างประเทศเลยค่ะ นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับ ไม่ใช่สิ ไม่ได้สัมผัสกับฝรั่ง เป็นครั้งแรกที่ไปเจอกับฝรั่งเลยค่ะ (หัวเราะ) ตื่นเต้นมากๆ เลยค่ะ เป็นครั้งแรกที่ได้ออกนอกประเทศไทยค่ะ

 

ชีวิตนร.แลกเปลี่ยนในเยอรมัน เหมือนหรือต่างกับนร. รร.หาดใหญ่วิทยาลัย อย่างไรบ้าง?

(หัวเราะแรง) หนู.. คำถาม… ฮ่าๆ ต่างสิวะ! ใครคิดคำถามนี้ (หัวเราะ) มันจะเหมือนได้ยังไงละ อย่างแรกเลยก็คือว่า ตอนเรียนที่หาดใหญ่วิทยาลัย พี่เรียนรด. ผมพี่ก็จิสันนิดนึง นะฮะ แต่ว่าตอนอยู่เยอรมันเนี่ย ผมเรายาวได้นะคะ จะยาวเท่าไหร่ก็ได้ ยาวจนแบบว่าบางทีไม่มีลิมิต แล้วก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะว่าไม่มีใครเตือน อ่า… ต่างมากๆ เพราะว่า หนึ่งคือ มันคนละประเทศ สอง คนละวัฒนธรรม นะคะ คนละสังคม และที่สำคัญ คนละภาษาค่ะ แล้วก็นั่น คือครั้งแรกที่ได้ ตั้งใจ เรียนภาษาอย่างจริง เพราะว่าอะไรรู้ไหม ต้องเอาตัวรอด ก็เลยต้องตั้งใจเรียนภาษาเยอรมัน เพราะว่า ใช้ภาษอังกฤษเนี่ย ได้ประมาณนึง แต่ว่า อยากจะเข้าไป แบบ คลุกคลีกับเพื่อนๆ ชาวเยอรมัน หรือว่าครอบครัวเยอรมันให้แบบสนิทใจอย่างนี้ จำเป็นต้องใช้ภาษาเยอรมันค่ะ ก็เลยต้องทำลายกำแพงทางภาษาครั้งใหญ่เลยค่ะ

 

ปัญหา หรือสิ่งที่พี่ลูก คิดว่าแรงที่สุดที่เจอที่เยอรมันคืออะไร แล้วพี่ลูกจัดการ ผ่านพ้นมันมาได้อย่างไรคะ?

ปัญหาที่แรงที่สุดหรอ… ต้องเป็นปัญหาเดียวหรือหลายอัน… ต้องแรงที่สุดใช่ไหม (CB: ใช่ค่ะ) อ่ะ! แรงที่สุดก็คือ.. จริงๆ มันมีสองอันแรงๆ อะ (CB: งั้นเอาสองอันเลย) งั้นเอาสองอันแรงๆ แล้วกันเนอะ ปัญหาแรกเลยคือ ปัญหาเรื่องเพศสภาพ เพราะว่าตอนไปเนี่ย เราไม่ได้บอก Host Family ของเราก่อนว่าเราเป็น เราเป็นเนี้ย คือเราเป็นเกย์ เราไม่ได้เขียนไป เราบอกว่าเราเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง อะไรอย่างงี้ ตอนนั้นกลัวมากๆ เพราะว่า หนึ่ง คือ เป็นครอบครัวเยอรมันที่เราแบบ ก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน ใช่ไหมคะ แล้วก็ สอง ก็คือเขามีลูกชายสามคน เป็นผู้ชายแท้ๆ มีลูกสาวหนึ่งคน แล้วเราก็ต้องแบบ ไปอยู่กับคนเหล่านี้ ซึ่งเราแบบ เฮ้ยยยย เขาจะปฏิบัติกับเราอย่างไร อะไรอย่างเนี้ย ปัญหาแรกที่ใหญ่มากก็คือปัญหาเรื่องเพศสภาพ เพราะว่าอะไรรู้ไหม พอสามสัปดาห์แรกๆ เขาปฏิบัติกับเราเหมือนเป็นเด็กผู้ชาย ทำให้เราต้องไปทำกิจกรรมเป็นผู้ชาย “มากๆ” เข้าใจเปล่าคะ แล้วคือ บ้านพี่นี่คือ ทุกคนแบบ Extreme มากๆ พี่คนโตแบบชอบกีฬา Extreme พี่คนกลางแบบ เป็นนักมวยปล้ำ เข้าใจปะ น้องชายก็ซ่อมรถไปเรื่อยๆ คือทุกคนมัน Extreme มาก ส่วนพี่ คือเป็นตุ๊ดตัวน้อย เข้าใจปะ ดังนั้น กิจกรรมตอนแรกคือจำได้เลยว่า สัปดาห์แรกคิดว่าเราแมนๆ นี่! ให้ไปตัดต้นแอปเปิ้ล นี่จริงๆ!

inspiring-people-nov-loukgolf-angkriz-1

 

อยู่ดีๆ ก็เอาเลื่อยไฟฟ้ามาแล้วบอกว่า ปะ! ไปตัด เราก็แบบ ฮะ!?! สุดท้ายเราก็เลย กูต้องสารภาพละว่ากูเป็นตุ๊ด กิจกรรมกูจะได้เปลี่ยน ก็เลยบอกกับเขาตรงๆ ไปประมาณสัปดาห์ที่สามแหละ ว่า เฮ้ย I’m Gay ซึ่งภาษาเยอรมันคือ “ich bin schwul” คือเหมือนว่าเป็น เกย์ สารภาพเขาไปแบบกลางโต๊ะอาหารเลย ตอนแรกเราก็เครียดมากเพราะ คิดว่าเขาจะส่งเรากลับ ปรากฏว่าอะไร เขาบอกว่า เขารู้ตั้งแต่แรกแล้ว ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (หัวเราะลั่นมาก) เห็นไหมคะ ความเป็นตุ๊ดไม่สามารถปิดบังได้จริงๆ เขารู้ตั้งแต่แรก ก็เลย Happy จบ! ปัญหาต่อไปเป็นปัญหาเรื่องของการเดินทางเพราะว่า (ตอบยาวไปปะคะ ถ้ายาวไปให้บอก พี่จะได้หยุด) ปัญหาที่ใหญ่มากอีกอันหนึ่งคือ พี่จะต้องขี่จักรยานไปโรงเรียนตลอด แล้วก็ เอ่อ มันเป็นหน้าหนาว ตอนนั้นทะเลาะกันเลยนะคะ เป็นเรื่องไม่เข้าใจกันเลยเพราะเขาจะให้เราขี่จักรยานให้ได้ เพราะลูกของเขาขี่หมด ดังนั้นถ้าเราจะไปขึ้นรถบัสมันจะเป็นเหมือนเสียระบบการปกครอง เข้าใจอารมณ์ปะ แต่เราก็บอกเขาจริงๆ ว่า เฮ่ย You ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตจากประเทศที่ร้อนมากๆ คือฉันเจอแบบนี้ ฉันไม่ โอ เคคคคค!!!!!! (เสียงดังมาก) ก็เลยแบบ Fight กัน สุดท้ายเขาก็ยอม อะไรแบบนี้ นั่นเป็นปัญหาค่ะ ที่เหลือ ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีค่ะ เพราะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีปัญหากับใคร ค่ะ! Next Question!

 

จบจากรั้วจุฬา ไปสู่มหานครลอนดอนเพื่อเรียนต่อ เหตุผลที่ตัดสินใจเรียนต่อสาขา MA in Theatre Directing ที่ East15 Acting School, University of Essex คืออะไร?

ตอนนั้นเหตุผลก็คือว่าอยากได้เหมือนเป็น เอิ่ม 1 ปีของการที่ได้ไปพักผ่อน คือเป็นเรื่องแปลกนะ พี่จะเรียกการเรียนว่าการพักผ่อน เหมือนกับว่า มันไม่ต้องเครียดอะไร พ่อ แม่ส่งเงินให้ เข้าใจอารมณ์ใช่ปะ แล้วเราก็แค่ตั้งใจ ทำหน้าที่การเป็นนักเรียน ดังนั้น หนึ่งคือ พี่ต้องการการพักผ่อนหนึ่งปีก่อนที่จะเริ่มทำ Angkriz นะคะ แล้วก็ สองคือ อยากไปอยู่ในประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของภาษาอังกฤษ เข้าใจปะ อยากจะอยู่รายล้อมไปด้วยคนที่พูดภาษาอังกฤษ อยากไปเรียนในด้านที่เราค่อนข้างสนใจ อย่างด้านของการกำกับละครเวที แต่ว่าก็จะมีหลายคนถามว่า ทำไมไม่เป็นเรียนครู หรือไม่ไปเรียนด้านอักษรศาสตร์ อะไรแบบนี้ ตอนนั้น อ่ออ ต้องบอกก่อนเลยว่า เนื่องจากพี่จบ นิเทศศาสตร์ จุฬา มา เป็นสาขาเอกการแสดง ดังนั้น ตอนนั้น ต้องไปต่อเลย แต่พี่ไม่มีเวลา ที่จะแบบรอ เข้าใจไหมคะ เพราะพี่แพลนไว้ว่า จบปึ๊บ จะไป แล้วกลับมาทำโรงเรียน ทำให้พี่ก็เลย เลือกสิ่งที่สามารถเข้าได้ ณ สภาพตอนนั้น แต่ถามว่าตอนนี้ ถ้าจะให้ไปเรียนต่ออีก จะเลือกอะไร แน่นอน จะไปเรียนเกี่ยวกับพวกภาษาศาสตร์แน่นอน การสื่อสารแน่นอน ซึ่ง เดี๋ยวมีแพลนไปเรียนต่อ เดี๋ยวบอก

 

ชีวิตในเยอรมัน ต่างกับที่ลอนดอนมากน้อยแค่ไหน?

ต่างเพราะว่า หนึ่ง ตอนนั้นไปเยอรมัน ตอนอายุประมาณ 16-17 ลอนดอนเนี่ยเราไปตอนเราโตขึ้นนะคะ ก็คือ แน่นอนเราไปเยอรมันตอนเราเป็นวัยรุ่น แล้วก็ ตอนเราไปที่ลอนดอนเนี่ย เราไปในฐานะที่เป็น ผู้ใหญ่ประมาณนึงแล้ว นึกออกมั้ยคะ จบสี่ปีแล้ว แบบ วุฒิภาวะ ความคิดหลายๆ อย่างอะไรอย่างนี้ การใช้ชีวิตอะไรแบบนี้ และที่สำคัญ เราไม่ได้ไปอยู่กับครอบครัว เราไปอยู่ด้วยตัวเอง แต่ถ้าเรื่องของคนหรอ ก็แน่นอน ทุกประเทศต่างกัน มันไม่มีทาง มันไม่สามารถอธิบายได้สั้นๆ เพราะว่า แต่ละประเทศมันมีความต่างหลากหลายมากๆ จริงๆ อะค่ะ เนาะ

 

เวลาที่พี่ลูกอยู่ต่างประเทศ แล้วเจอความลำบาก พี่ลูกให้กำลังใจตัวเองอย่างไรคะ?

จริงๆ ความลำบากมีทุกที่นะ เป็นคน… ไม่ให้กำลังใจตัวเอง ไม่ต้องให้ ก็แค่รู้สึกว่า มันก็ต้องผ่านไปให้ได้อะ เพราะว่า ตราบใดที่เรายังแบบ ยังตื่นมาแล้วยังมีลมหายใจ เข้าใจป่ะ มนุษย์คือ เอาง่ายๆ คือแบบแค่มองสรีระเราดิ มนุษย์ เรา ถ้าเราตื่นมาแล้วเรายังหายใจหมายความว่า เรายังไม่ตาย ถูกป่ะ เราก็ยังต้องใช้ชีวิตต่อไป แล้วขาของเราเนี่ย มันถูกดีไซน์มาให้เดินไปข้างหน้านะเหวยยย ขามนุษย์อะ มันถูกดีไซน์ไปให้แบบ เดินไปข้างหน้า เข้าใจป่ะ คือ จะถอยหลังก็ได้แต่มันก็จะฝืนๆ นิดนึง ดังนั้นคือ ง่ายๆ เลย กฎแค่นี้คือ ตื่นมา สุดท้ายมันจะมีปัญหาอะไรอยู่ข้างหน้า เราก็ต้องเดินผ่านมันไปอยู่ดีอ่ะ เข้าใจป่ะ แต่มันมีบางปัญหาที่มันแก้ไม่ได้เลย ก็ต้องใช้เวลา ไม่ใช่ว่าเอะอ๊ะปุ๊บ แก้ได้ทุกอย่าง No! มีบางปัญหาใช้ 2 ปี 2 เดือน 2 วัน บางอันก็ใช้เป็น 10 ปี กว่ามันจะแก้ได้ เข้าใจป่ะคะ ดังนั้น ให้รู้ว่า อย่างพี่ เวลาไปอยู่เมืองนอก ทุกครั้งเวลาที่มีปัญหา พี่จะรู้สึกกว่า ก็เป็นแค่หนึ่งใน… เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอ่ะ เข้าใจป่ะ ชีวิตมนุษย์มันต้องมีทั้งขึ้นแล้วก็ลง อะไรอย่างนี้ แค่นั้นเอง ดังนั้น ไม่ว่าพี่จะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม พี่จะไม่มองมันเป็นแบบ Oh my gosh!!! ปัญหา! อะไรแบบนี้ ก็เลยเป็นคนอยู่ได้ อยู่ได้เกือบทุกที่

inspiring-people-nov-loukgolf-angkriz-2

 

 

พี่ลูกเคยเครียดไหมคะ ?

เครียดสิคะหนู!!!! บ้าหรอคะ!!!! หนู (เสียงสูงมาก) เครียดค่ะ ก็ เอ่ออ มนุษย์เราอ่ะ แบบว่า เราต้องมีทุกอารมณ์สิ นึกออกมั้ย ต่อให้พวกคุณจะเห็นว่า คนๆ นี้จะ Happy มีความสุขแค่ไหนก็ตาม เข้าใจมั้ย แต่เป็นคนไม่ค่อยจมอยู่กับคววามเครียดค่ะ เพราะว่า จริงๆ ไม่ค่อยจมอยู่กับอะไรเลย นะคะ แล้วก็จะแค่ เค้าเรียกว่าอะไร อยู่กับปัจจุบัน จริงๆ อันนี้สำคัญมาก แล้วก็ ทำปัจจุบันให้มันดีที่สุด อันนี้ คือพูดไป มันเหมือนพูดง่าย แต่ทำยากมาก รู้ปะ เช่นๆๆๆๆ เอาเป็นรูปธรรมเลย สมมติ ว่าวันนี้พี่มีปัญหาอะไรก็ตามนะ พี่อาจจะมีประชุมเครียดๆ พี่อาจจะมีอะไรก็ตามแบบ โอ๊ย! ยังไม่ได้คุยกับแปน คิดถึง หรืออะไรแบบนี้ ปัญหา… อุ๊ย! มันหน้าหมันไส้พี่ (ขอโทษนะคะพี่ลูกกก อิจฉา) ปัญหามากมาย ถูกไหม แต่ ตอนนั้ ขณะที่พี่กำลังสัมภาษณ์อยู่กับทาง CrossboXs เนี่ย พี่ไม่ได้คิด และไม่ได้จมปลักอยู่กับความเครียด ปัญหาเหล่านั้นเลย เข้าใจปะ ปัจจุบันขณะของพี่คืออยู่ตรงนี้ ตรงหน้ากับทุกคนในห้องนี้ แค่นั้นเอง แล้วนี่คือการใช้ชีวิตของพี่ เข้าใจมั้ย สมมติว่าพี่สอนอยู่ พี่จะมานั่งอมทุกข์ กับเรื่องที่แบบ (หายใจเข้าแรง) มันก็จะทำให้พี่สอนได้ไม่ดี เข้าใจมั้ยคะ ดังนั้นเนี่ย อืม เป็นอันที่พี่แบบรู้สึกว่าทำให้ชีวิตแบบโอเค แต่เครียดแน่นอนค่ะ

 

จากการไปใช้ชีวิตจริง ในสายตาคนอังกฤษ มองคนไทยเป็นอย่างไร (คนไทย เลิกเข้าใจว่า ฝั่งยุโรป recist)

คือการเหยียดกันจริงๆ มีอยู่ทุกสังคม คนไทยก็เหยียดคนอื่น ใช่ไหมคะ! นึกค่ะ! คุณก็เหยียดคนอื่น มนุษย์เรามีธรรมชาติที่ไม่น่ารักคือ เรามักจะเหยียด คนที่ต่ำต้อยกว่าเรา ซึ่งมันไม่น่ารักเลยอะ จริงๆ ไม่ควรทำนะคะ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เอ่อ ดังนั้น ไปทุกที่ มีหมดค่ะ ลึกๆ มันมีหมด ก็แบบว่า เอ้อ เราก็จะรู้สึกว่า อืมม เอชงเอเชีย แต่ หนึ่ง ถ้าไปเจอคนที่มันเหยียดเรา อย่าไปแคร์ คิดซะว่า เหมือนเป็นแบบ ขี้หมา หรืออะไรแบบนี้ เข้าใจปะ ไม่ต้องเอามือเข้าไป ไม่ต้องเอาเท้าเข้าไปแบบ เหยียบมัน เดี๋ยวเลอะ หลบ หลบ เดินไปที่อื่น เดี๋ยวมันก็เจอขี้กองอื่น เข้าใจปะคะ แต่ว่าบางที่ก็เป็นสวนสาธารณะสวยๆ แบบอากาศดีๆ ไม่มีขี้ อะไรแบบนี้ เอาตัวเองไปที่อื่น มันห้ามไม่ได้จริงๆ มนุษย์เรามันมีความไม่น่ารักอยู่นะคะ แล้วก็ ส่วนตัวพี่จะไม่ค่อยเจอ เพราะว่า หนึ่ง คือเราเลือกสังคม หนึ่ง เราเลือกสังคม เราเลือกเพื่อน แล้วก็สองนะคะ เราเลือกที่ๆ จะไป สมมติ เรารู้สึกว่า ย่านนี้ หืมมมม เดี๋ยวกูโดนอะไรแน่ๆ Just don’t go there. You know what I mean, that’s it! จริงๆ แล้วก็ ต่อให้เขาจะเหยียดเรา อย่าเอามาใส่ใจ อย่าเอามาใส่ใจ จริงๆ ไม่ได้เป็นการปิดหูปิดตานะ แต่ให้รู้ว่า อะ เหยียดกูก็เหยียดมา แต่ให้มันเกิดขึ้น แล้วก็วาง แล้วก็ Move On ไปต่อกับชีวิตจริงๆ แล้วอย่าเหยียดคนอื่น.. ไม่ได้

 

พี่ลูกจบนิเทศศาสตร์ จุฬามา เริ่มรู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าเราอยากเป็นครู

ปีสามค่ะ ตอนเรียนอยู่นิเทศศาสตร์จุฬา เพราะตอนนั้นเนี่ยสอนพิเศษมา ตั้งแต่แบบ ปีหนึ่งเทอมสอง อะไรอย่างนี้ แล้วเราก็สอนเรื่อยมา จนตกหลุมรักกับอาชีพนี้ แล้วก็ อยากจะเป็นแบบ ติวเตอร์ หรือว่าครูสอนภาษาอังกฤษ น่าจะตอนประมาณปีสามนะคะ ที่อยากเปิด Angkriz ที่ทุกคนเห็นอยู่ทุกวันนี้ค่ะ

 

ในความหมายของคำว่า “ครู” ของคนไทยเป็นอะไรที่ถูกตีกรอบด้วยขนบธรรมเนียมต่างๆ ว่าครูต้องเรียบร้อย เป็นตัวอย่างที่ดี ให้นักเรียนกราบไหว้ ซึ่งก็ดูไม่เหมือนกับ “ครูลูกกอล์ฟ” ที่เป็นคนน่ารัก ร่าเริง และมีการสอนที่เป็นแบบใหม่ ตรงนี้ ทำให้มีปัญหากับการสอนของพี่ลูกไหมคะ?

ไม่มีนะ เพราะว่าสิ่งที่ เออออ เอายังไงดีละ คืออย่าง คืออย่างพี่เนี่ย อาจจะโชคดีก็ได้ว่า พี่อยู่ในที่ของตัวเอง แต่ว่าอันนี้เอาในมุมมองจากการไปบรรยายจากหลายๆ ที่นะคะ เพราะว่าแบบทำงานกับองค์กรใหญ่ค่อนข้างเยอะ แล้วก็เข้าสถาบันการศึกษาที่เป็นสถาบันการศึกษา จริงๆ อะ ค่อนข้างแบบ เยอะมาก แบบไปมาเกือบทั่วประเทศแล้วมั้ง มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ อะไรแบบนี้ก็เชิญไป อะไรแบบนี้ เราห้ามคนคิด คนนินทา คนตำหนิเราไม่ได้ แต่หน้าที่ของเราเนี่ย สมมติว่าไปให้ความรู้ เราก็แค่ Focus ให้มันดีที่สุดว่า เรามาให้ความรู้ แล้วที่เหลือเนี่ย… ให้เด็กเขาเป็นคนตัดสิน เข้าใจไหม คือสำหรับพี่อย่างนี้ พี่รู้สึกว่าแบบ ไม่เป็นไร สังคมจะเรียกเราว่าเป็นครูหรือเปล่า จะเป็นติวเตอร์ จะเป็นอาจารย์ จะเป็นอะไร พี่ไม่ พี่ รู้สึกว่า เรายึดติดกับคำตรงหน้าเต็มไปหมดเลย มนุษย์เรามันเป็น… เราเกิดมาแบบ โอ๊ยเขาเป็นอันนี้ เขาเป็น เข้าใจอารมณ์ปะ ไม่อะ พี่รู้สึกว่ามองแค่แบบว่า เฮ้ย แล้วเวลาพี่สอนอะ ความสัมพันธ์กับพี่ ที่เกิดขึ้นในห้องนี้ กับนักเรียนเป็นอย่างไร พี่ Focus แค่ตรงนั้น แล้วก็ที่เหลือ ใครจะเรียกพี่ว่าอะไร ไม่สำคัญ แล้วก็ส่วนใครที่มีหน้าที่สอนอยู่ อันนี้พี่จะบอกได้ อย่างเดียวเลยคือ ไม่ว่าคุณจะเป็น คือนิยามของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่อยากจะมานั่งเถียงเข้าใจมั้ยคะ บางคนรู้สึกว่า ติวเตอร์ไม่ใช่ครู อาจารย์บ้างละ เป็นอย่างนี้ คือมันจะมีอะไรหลายอย่างนิยามเนอะ แต่พี่รู้สึก เอางี้ละกัน พูดรวมๆ ว่า ใครก็ตามที่ประกอบอาชีพหรือทำหน้าที่ในหาร ให้ ความ รู้ โอเคมั้ยคะ อย่างพ่อ แม่อย่างนี้ เราก็ยังเรียกว่าเป็นครูคนแรกของเรา แต่พ่อ แม่ก็ไม่ใช่ครู แบบถ้ามานั่งบัญญัติว่าพ่อ แม่ต้องจบครูรึเปล่า ก็ไม่นิ

inspiring-people-nov-loukgolf-angkriz-4

 

แต่เราก็เรียกพ่อแม่เป็นครูคนแรกของเราเพราะว่า เขาสอนอะไรหลายๆ อย่างไง ผ่านการพูด ผ่านการปฏิบัติให้เราเห็น เข้าใจอารมณ์ปะ ดังนั้น ถ้ากลับมาที่คำนี้ คนที่กำลังทำหน้าที่ให้ความรู้อยู่ ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไรก็ตาม คนจะมองคุณเป็นชื่ออะไรก็ตาม คำนำหน้าคุณจะเป็นอะไรก็ตาม ให้ความรู้ให้มันดีที่สุด แล้วจงพึงคิดเอาไว้ว่า สิ่งที่คุณทำอะ ส่งผลต่อเด็กหมดเลย ต่อให้คุณจะมองว่าคุณเป็นแค่ผู้สอนอะนะ ก็ไม่ได้ต้องแคร์อะไรมากปะ เชื่อเหอะ เด็กเขาอยู่กับเรา เขารับรู้ เขาซึมซับอะไรบางอย่างไปได้ ดังนั้น ระวัง เนี่ยคนบางคนบอกว่า เนี่ยพี่ลูกกอล์ฟ ทำไม เด็กนักเรียนถามว่า เคยมีนักเรียนถามว่า พี่พูดคำหยาบมั้ย พูด! (เสียงสูงมากเวอร์) กับเพื่อนอย่างงี้ก็มีที่แบบ ตกใจก็อุทานอะไรอย่างนี้ แต่ถามว่ากาละ เทศะสำคัญไหม สำคัญ เพราะตอนพี่เป็นเด็ก อย่างตอนเป็นแบบเด็ก พี่คงไม่คิด เรารู้สึกว่าเราไม่ส่งผลกับใครปะ เราจะอุทานอะไรก็ตามแต่ แต่ตอนวันนี้ มันไม่ได้อะ เข้าใจอารมณ์ปะ แต่ว่านี่มันเป็นความคิดของพี่นะ เพราะว่า เออ พี่ก็รู้สึกว่า เออเด็กก็ตามเราเยอะ ดังนั้น คือในเมื่อมันมีคนตามเรา ทำไมเราจะ… เราก็ต้องรับผิดชอบ เข้าใจปะ แต่มันก็ต้องมีบางคนที่แบบ ทำไมวะ มึงก็ไปคิดเอาเองสิ ว่าอันไหนดีไม่ดี แต่นี่.. ไม่อะ เพราะว่า มันมีทางเลือกไง ว่าแบบว่า กาละ แล้วก็เทศะ เข้าใจอารมณ์ปะ แล้วพี่ว่ามันจะทำให้สังคมเราน่าอยู่ขึ้นเยอะ

inspiring-people-nov-loukgolf-angkriz-fb
Inspiration People ครูลูกกอล์ฟ สถาบัน Angkriz ตอนที่ 2
กดที่นี่

 

PHOTO CREDIT TO GOOGLE

The following two tabs change content below.

Sukiez

Education Blogger & Translator at CrossboXs.com Team
สวยใสแบบไม่ไร้สมอง .. กล่อง Smart box จะเป็นเพื่อนที่ให้ความรู้แก่ผู้หญิง จะนำไปใช้ในการทำงาน หรือเพื่อใช้หาเพื่อนต่างชาติใหม่ๆ ได้หมด นอกจากนั้นยังมี ข่าว สาระความรู้ หรือ Tips ทั่วไปที่ควรรู้ นอกจากจะได้ความบันเทิงเพลิดเพลินแล้ว ทุกคนจะได้รับความรู้จากกล่องใบนี้อย่างแน่นอนค่ะ