ส่องกฎหมาย 'ผู้ชายหลายเมีย' จากบุพเพสันนิวาส เรื่องจริงที่มีมาแต่โบราณ

Pageview 652 / Facebook Share 0

Apr 2, 2018 by Madame

 

ออเจ้าเอย~ ช่วงนี้ใครต่างก็อินกับละครเรื่อง 'บุพเพสันนิวาส' กันทั้งนั้น ซึ่งตอนล่าสุดที่ผ่านมาขุนศรีวิสารวาจา หรือที่รู้จักกันดีในฉายา 'คุณพี่หมื่น' ได้กล่าวขู่แม่การะเกดว่าหากนางนอกใจจะให้ม้าชำเรา มิหนำซ้ำยังกล่าวด้วยอีกว่าผู้ชายมีสิทธิ์ขาดเหนือภรรยาทั้งปวงรวมถึงการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่ยังไม่มีคู่ครองถือว่าไม่ผิด เพราะมีระบุไว้ในกฏหมาย และไม่เรียกว่ามีชู้ แต่หากผู้หญิงทำบ้างจะเรียกว่ามีชู้ทันที!

 

แล้วจริงหรือไม่ที่ผู้ชายสมัยนั้นมีชู้ได้โดยไม่ผิดแต่อย่างใด...มาค้นหาคำตอบไปด้วยกัน

 

เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (แพ บุนนาค)

 

 

ย้อนกลับในช่วงไปใน สมัยอยุธยา  พ.ศ.1893 – พ.ศ.2310  (ยุคเดียวกันกับที่คุณพี่หมื่นอยู่) ผู้ชายถือว่าเป็น "ช้างเท้าหน้า" ซึ่งแปลว่าผู้ชายจะเป็นผู้หารายได้เลี้ยงดูคนในครอบครัวและมีสิทธิ์ขาดในตัวผู้หญิง กล่าวให้ชัดคือผู้หญิงในสมัยอยุธยาจะถูกริดรอนสิทธิ์เป็นเพียงแค่ผู้บำเรอความสุขให้แก่ผู้ชายเท่านั้น หากไม่ใช่ผู้หญิงมีฐานันดรสูงส่งเป็นเพียงไพร่ธรรมดา

 

เจ้าจอม ม.ร.ว.สดับ ลดาวัลย์

 

เรียกได้ว่าความเป็นอยู่ของผู้หญิงในสมัยอยุธยานั้นแย่กว่าผู้หญิงในสมัยสุโขทัยมากเมื่อเทียบกันแล้ว ถึงแม้ในยุคนั้นความเป็นอยู่ของผู้หญิงจะไม่แตกต่างจากอยุธยาเท่าไหร่นัก เพราะการมีภรรยาหลายคน ในสมัยนั้นจัดเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ห้ามไม่ให้มีเพศสัมพันธ์กับหญิงที่มีสามีแล้ว เพราะจะโดนตำหนิ ในทางกลับกันหากหญิงที่มีสามีแล้วมีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นจะตกนรกทันทีตามความเชื่อที่ปรากฏในไตรภูมิพระร่วง เฉกเช่นเดียวกับสมัยอยุธยาแต่ต่างกันตรงที่สมัยอยุธยามีกฏหมายออกมารองรับ

 

 

และกฎที่ว่านั่นก็คือกฎ พระไอยการลักษณะผัวเมีย ซึ่งถูกตีตราขึ้นเมื่อปี 1904 และใช้มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

 

มีทั้งหมด 3 ประเภทด้วยกัน ได้แก่

1. เมียกลางเมือง - เมียหลวง (หญิงที่พ่อแม่ยกให้เป็นเมียของฝ่ายชาย มีศักดินาครึ่งหนึ่งของสามี)

2. เมียกลางนอก - เมียน้อย (หญิงที่ชายขอมาเลี้ยงเป็นอนุภรรยา มีศักดินาครึ่งหนึ่งของเมียกลางเมือง)

3. เมียกลางทาษี - หญิงตกทุกข์ที่ชายไถ่ตัวมาเป็นภรรยา (มีศักดินาเทียบเท่าเมียกลางนอกเมื่อมีลูกด้วยกัน)

หมายเหตุ: สถานภาพของเมียขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสามี

 

เจ้าจอมมารดาอ่อน

 

เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นส่วหนึ่งมาจากการแสดงออกถึงความมั่งคั่งและมั่นคงของฝ่ายชาย กล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นคือ จำนวนภรรยา = ฐานะทางเศรษฐกิจและฐานะทางการเมือง ดังนั้นเราจึงมักเห็นสังคมชั้นสูง หรือ ชั้นเจ้านาย เต็มไปด้วยพระมเหสีหรือเจ้าจอมหลายพระองค์ด้วยกัน

 

มากไปกว่านั้นฝ่ายชายยังได้รับสิทธิ์ถูกต้องโดยชอบธรรม ให้มีอำนาจ 'ขาย' ภรรยาของตนโดยปราศจากความยินยอมหรือรับรู้ รวมไปถึงสามารถกระทำรุนแรงต่อภรรยาได้อีกด้วย

 

ถึงแม้ปัจจุบัน 'ความเท่าเทียมกัน' ในเรื่องทางเพศเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็มีอีกหลายประเทศที่ยังใช้ระบบผัวเดียวหลายเมียอย่างเช่นประเทศทางแถบตะวันออกกลางเป็นต้น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ล้นเกล้าล้นกระหม่อมของพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะผู้หญิง เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงตราพระราชทานกำหนดกฎหมายที่เรียกว่า 'พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะผัวเมีย พ.ศ.2473' ซึ่งกำหนดให้มีการจดทะเบียนสมรส จดทะเบียนหย่า และจดทะเบียนรับรองบุตร เพื่อทดแทนธรรมเนียมดั้งเดิมการมีผัวเดียวหลายเมีย ส่งผลให้เกิดการยอมรับ "การมีผัวเดียวเมียเดียว" ภายหลังการนำพระราชบัญญัติดังกล่าวรวมไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในปี 2478

 

credit: gotoknow ch3thailand silpa-mag kingprajadhipokstudy

 

FACEBOOK - CROSSBOXS THAILAND

 

Madame

จะสวยแค่ไหน ก็ไม่เท่าสวย “STRONG” ค่ะ เกิดเป็นหญิง ต้องเก่ง ต้องเก๋ ไปพร้อมๆ กัน มาร่วมค้นหาความเป็นผู้หญิงที่ทั้งสวย เก่ง และ สุขภาพดี ในตัวคุณไปพร้อมกับบทความดีๆ ในกล่องที่แสนอบอุ่นใบนี้ของเรานะคะ รับรองว่าจะไม่พลาดอรรถรสทุกแง่มุมของผู้หญิงแน่นอนค่ะ