เรื่องเล่าตำนานประหลาดที่มาจากเรื่องจริง (Part2)

Pageview 539 / Facebook Share 0

Dec 14, 2017 by A.J.style

 

แต่ละประเทศล้วนแล้วแต่มีเรื่องเล่ารวมถึงตำนานแปลกๆ ที่เกิดขึ้นจนทำให้เรื่องต่างๆ เหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนพูดถึงกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง ด้วยเหตุนี้เองในวันนี้ผมจึงมีความตั้งใจที่จะมาสานต่อเรื่องราวแปลกๆ ที่ผมทิ้งค้างเอาไว้จากคราวที่แล้วให้คุณผู้อ่านได้มาติดตามกันกับ ตำนานที่มาจากเรื่องจริง ส่วนจะมีเรื่องไหนบ้างนั้นเรามาดูกันดีกว่าครับ

 

ตำนานหัวที่ยังมีชีวิต

 

 

ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวความเชื่อที่ค่อนข้างจะแพร่หลายไปทั่วโลกกับตำนานที่ว่าเมื่อคนหัวขาดนั้นพวกเขาจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อนที่พวกเขาจะตายจากไป คำถามที่สำคัญก็คือหลังจากที่เราเสียชีวิตด้วยการหัวหลุดออกจากบ่าไปแล้วนั้นเราจะยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่ เรื่องเหล่านี้คงต้องย้อนกลับไปในช่วงที่การประหารชีวิตยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและยังคงมีการใช้เครื่องประหารชีวิตแบบกิโยตินอยู่

ตำนานกล่าวเอาไว้ว่านานมาแล้วมีนักโทษประหารคนหนึ่งนามว่า ชาล็อตต์ คอเดย์ สาวบ้านนอกที่ได้ทำการฆาตกรรม พอล มารัต อย่างโหดเหี้ยมสุดๆ ผลก็คือเธอถูกตัดสินให้ประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะทิ้งด้วยเครื่องกิโยตินอันแสนจะน่ากลัว ในวันงานเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องได้ลงดาบเธอตามหน้าที่ของเขา ก่อนที่จะจับหัวเธอขึ้นมาเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย

 

 

และนี่ละครับก็คือจุดที่เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่ออยู่ดีๆ นาง ชาล็อตต์ ก็พูดขึ้นมาท่ามกลางพยานนับสิบว่า ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เองหลังจากที่มีการประหารชีวิตนักโทษหลายๆ คนจึงมักจะถูกทดสอบด้วยการให้กระพริบตาซึ่งน่าแปลกที่หลายๆ คนยังคงสามารถกระพริบตาได้อยู่ถึงแม้ว่าหัวจะไม่อยู่กับตัวแล้วก็ตาม

สำหรับปรากฏการณ์ดังกล่าวที่เชื่อกันว่าหัวของคนตายยังคงพูดและกระพริบตาได้นั้นในปัจจุบันแพทย์ได้ลงความเห็นกันเอาไว้ว่ามันน่าจะเกิดจากปรากฏการณ์ Reflex ของกล้ามเนื้อที่ถูกตัดด้วยความเร็วจนพวกเขาไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ผลจึงเกิดขึ้นดังเช่นที่ผู้คนเห็นนั่นเอง

 

ศพที่แขวนเอาไว้

 

 

ช่วงวัน ฮาโลวีน ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลเลยละครับที่เด็กๆ จะได้ออกมาวิ่งเล่นและมีความสุขอยู่นอกบ้านในช่วงยามค่ำคืนที่แต่ละบ้านจะพากันตกแต่งกันอย่างสนุกสนานไม่ว่าจะเป็น หัวฟักทอง โลงศพ หรือ แม้แต่ร่างไร้วิญญาณที่หลายๆ คนไม่ทันจะสังเกตเสียด้วยซ้ำและนี่ก็คือตำนานเมืองที่ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากเลยละครับที่ต่างประเทศกับศพที่แขวนอยู่ตรงต้นไม้

โดยตำนานของเรานั้นเริ่มต้นขึ้นในช่วงวันที่ 26 ตุลาคมปี 2005 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบศพหญิงสาวนิรนามอายุประมาณ 42 ปี แขวนคอตายในสวนสาธารณะฟลอริดา หากแต่ว่าเรื่องจริงอันแสนจะน่ากลัวก็คือผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมานั้นไม่ได้นึกเลยว่ามันคือศพจริงๆ เพราะพวกเขาต่างก็คิดว่ามันเป็นเพียงแค่ของตกแต่งที่ทำขึ้นมาจนดูเหมือนจริงเท่านั้น จนกระทั่งกาลเวลาล่วงเลยไปจนถึงเช้าหลังวันฮาโลวีนผู้คนที่เดินผ่านไปมาจึงได้เห็นกันว่าแท้จริงแล้วนั่นก็คือศพของหญิงคนหนึ่งที่แขวนคอตายนั่นเอง

 

 

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องราวอันแสนจะน่ากลัวแบบนี้ขึ้น เพราะในเดือนตุลาคมปี 2009 ก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นซ้ำอีกรอบเมื่อชายอายุ 75 ปีคนหนึ่งตัดสินใจที่จะแขวนคอตายในบริเวณบ้านของเขาโดยที่เพื่อนบ้านไม่ดูความจริงเลยว่านั่นคือศพของคนจริงๆ จนทำให้เรื่องราวดังกล่าวกลายเป็นตำนานเมืองไปและทำให้ผู้คนหวาดระแวงไม่ใช่น้อยว่าพวกเขาจะได้พบเจอกับเรื่องราวอันแสนจะน่ากลัวเหล่านี้

 

เลือดพิษของหญิงสาว

 

 

Toxic Woman ถือเป็นอีกหนึ่งตำนานเลยละครับที่มักจะมีผู้นิยมหยิบเอามาเล่าขานกันบนโลกอินเตอร์เน็ตกันอย่างอึกทึกครึกโครมกับเรื่องราวที่ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งถูกส่งมายังโรงพยาบาลก่อนที่เธอจะแพร่พิษร้ายผ่านทางเลือดให้กับเจ้าหน้าที่อีกนับไม่ถ้วน ซึ่งบางรายนั้นก็ต้องตายจากไปอย่างทรมาณ

ซึ่งตามตำนานเล่าเอาไว้ว่า เมื่อเวลา 8:15 ในตอนเย็น เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์, 1994 กลอเรีย รามิเรซ( อายุ 31 ปี เกิดอาการป่วยจนต้องเข้าห้องภาวะฉุกเฉินของโรงพยาบาลในเมืองแคลิฟอร์เนียทางใต้ของริเวอร์ไซด์ ตอนนั้นเธอใส่เสื้อยืดคอกลมแขนสั้น มีอาการแปลกๆ คือหายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็วเกินไป ความดันเลือดสูง และเธอตอบสนองกับคำถามสั้นๆ เท่านั้น ขั้นแรกคณะแพทย์ต่างก็พากันสันนิษฐานว่าเธอเป็นมะเร็งที่คอ แพทย์ที่รักษากลอเรีย ได้ทำการฉีดยาให้กับเธอ แต่เธอก็กระตุกเป็นระยะๆ จนทำให้คณะแพทย์ต้องทำการปั๊มหัวใจเธอ เขาลอกเสื้อเชิ้ตของเธอออก และกดขั้วไฟฟ้าที่หน้าอกของเธอ ในระหว่างนั้นเอง บางคนได้กลิ่นของผลไม้ออกจากปากของเธอ แพทย์เลยทำการเจาะเลือดเพื่อวิเคราะห์ นางพยาบาลทำการแนบกระบอกฉีดยา เลือดของเธอมีสีแปลกๆ มีกลิ่นเหมือนแอมโมเนีย

 

 

ซึ่งในระหว่างที่กำลังเจาะเลือดนั่นเองหายนะก็ได้เกิดขึ้นเมื่อเลือดของเธอทะลักออกมาและส่งผลให้ทุกๆ คนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวเกิดอาการหน้ามืด บ้างก็อาเจียนออกมา หรือมีอาการชักแถมมันยังลุกลามจนถึงขั้นที่ว่าทางโรงพยาบาลต้องประกาศสภาวะฉุกเฉินขึ้นในบริเวณนั้น ภายหลังจากที่เหตุการณ์ได้สงบลงทางเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องต่างก็พากันลงความเห็นว่าเธอมีอาการของเลือดที่เป็นพิษขั้นร้ายแรงจนถึงขั้นที่หากใครได้สูดดมเข้าไปก็อาจจะเสียชีวิตได้

และนี่ก็คือเรื่องราวตำนานระดับโลกที่ได้รับการกล่าวขานกันอย่างแพร่หลายบนโลกของอินเตอร์เน็ตซึ่งน่าเศร้าที่ตำนานเหล่านี้บางอย่างก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจริงๆ จนเราอดพูดไม่ได้เลยละครับว่าโลกเรานี้มันช่างเต็มไปด้วยสิ่งแปลกๆ มากมายเสียเหลือเกิน

A.J.style

นักเขียนอารมณ์ดีผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์และเรื่องแปลกๆ ที่จะตามหาเรื่องพีคๆ มาให้คุณอ่านอย่างจุใจจนลืมไม่ลง